ถนนสายไม้ (ซอยประชานฤมิตร)

ย้อนไปเมื่อปี 2522 ชาวจีนจากวัดญวน สะพานขาว ถนนดำรงค์รัก สะพานดำ วัดสระเกศ และบางลำพูได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในซอยประชานฤมิตรและซอยไสวสุวรรณ

แหลมพรหมเทพ

ชื่อของแหลมพรหมเทพเป็นที่คุ้นหูนักท่องเที่ยวทุกคนมายาวนาน จากการรายงานช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินผ่านสถานีวิทยุ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนที่แห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า คือการเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของภูเก็ต โดยเฉพาะในยามอาทิตย์อัสดงช่วงปลายเดือนธันวาคมจนถึงเดือนมีนาคม ที่แสงสีทองค่อย ๆ ทอประกายสาดจับผืนทะเลแลดูเป็นประกายระยิบระยับนั้น จะกลายเป็นภาพประทับใจที่ทำให้ภูเก็ตกลายเป็นจุดหมายแห่งความทรงจำของทุกคนไปตลอดกาล และจุดเด่นของแหลมพรหมเทพอีกแห่งหนึ่งคือ “ประภาคารกาญจนาภิเษก แหลมพรหมเทพ” ที่โดดเด่นมาแต่ไกล โดยประภาคารแห่งสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มีขนาดความกว้างที่ฐาน 9 เมตร สูง 50 ฟุต ซึ่งแสงไฟจากโคมของประภาคารนั้น สามารถมองเห็นได้ไกลในระยะถึง 39 กิโลเมตร ส่วนภายในประภาคารยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่ประวัติการสร้างประภาคาร การรักษาเวลามาตรฐาน การคำนวณและแสดงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น และพื้นที่บนสุดของประภาคารนั้น ยังได้รับความนิยมในฐานะเป็นจุดชมวิวแบบ “พาโนรามา” ที่มองเห็นวิวแบบ 360 องศา โดยไร้สิ่งใด ๆ มาบดบังอีกด้วย

ถ้ำฤๅษีสมบัติ

ที่แห่งนี้มีประวัติยาวนาน เคยเป็นสถานที่ตั้งของกระทรวงการคลังในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และได้ประกาศพระราชกำหนดระเบียบบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2487 จัดตั้งให้ถ้ำฤๅษีสมบัติเป็นที่เก็บสมบัติของแผ่นดิน โดยเฉพาะทองคำแท่งที่สั่งเคลื่อนย้ายมาจากกระทรวงการคลังในกรุงเทพฯ เพื่อเก็บซ่อนจากเหล่าทหารญี่ปุ่นที่ตั้งมั่นอยู่ในประเทศไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาซึ่งอยู่ในระหว่างปี พ.ศ. 2484-2488 ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวอาคารแทบไม่หลงเหลือให้เห็น นอกจากร่องรอยของการก่อสร้างในยุคนั้น และตัวถ้ำที่มีลักษณะเป็นถ้ำเขาหินปูน หน้าบริเวณทางเข้ามีบันไดพญานาคขนาบทั้งสองข้าง ภายนอกมีซากป้อมปืนใหญ่ไว้ป้องกันทรัพย์สมบัติที่ย้ายมาจากกระทรวงการคลังในยุคนั้น ตั้งให้เห็นอยู่ในดงไม้ ภายในถ้ำมีรูปปั้นฤๅษีตั้งอยู่อย่างโดดเด่น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำฤๅษีนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปประดิษฐาน ตลอดจนร่องรอยของการเก็บซ่อนสมบัติ ที่พอจะมองเห็นได้จากแสงสว่างของไฟฟ้าที่อยู่ภายใน อย่างไรก็ดี ควรเตรียมไฟฉายหรือตะเกียงสำหรับการเข้าชม

ศาลหลักเมือง (The City Pillar)

ตั้งอยู่บริเวณทุ่งศรีเมือง ใจกลางเมืองอุดรธานี ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2542 ตัวอาคารศาลหลักเมืองเป็นแบบสถาปัตยกรรมอีสาน ศาลหลักเมืองหลังใหม่ตั้งอยู่ด้านหน้าของศาลหลักเมืองเดิม นอกจากนี้ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญอื่นๆ อันเป็นที่เลื่อมใสบูชาเป็นอย่างสูงได้แก่ หลวงพ่อพระพุทธโพธิ์ทองและท้าวเวสสุวัณ

สวนนายดำ

สวนนายดำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อศึกษาพืชพรรณธรรมชาติและเป็นแหล่งปลูกผลไม้คุณภาพอาทิ ส้มโชกุน มะละกอทุ่งตะโก เงาะ ทุเรียน มังคุด ฯลฯ โดยเฉพาะส้มโชกุนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชุมพร สวนนายดำเป็นจุดแวะพักรถระหว่างเดินทางที่มีบริการร้านอาหารอร่อย ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายของฝากภาคใต้อีกหลายชนิดและพันธุ์ไม้จำหน่ายในบรรยากาศร่มรื่นสวยงาม นอกจากนี้ยังมีส้วมหรือสุขาที่เป็นจุดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง มีส้วมหลากหลายจินตนาการทั้งส้วมทาร์ซาน ส้วมคุณก้อนทอง ส้วมคุณชาย ส้วมลอยฟ้า ฯลฯ ที่ผู้คนต่างพากันมาแวะเวียนที่สวนแห่งนี้เพื่อชมและใช้บริการ ส้วมที่สวนนายดำ เจ้าของสวนนายดำ มีความตั้งใจในการปรับปรุงห้องน้ำของสวนแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ปลดทุกข์และสร้างสุขให้แก่ผู้คนที่แวะมาที่นี่ สุขาที่สวนนายดำจึงเป็นดั่งส้วมในฝันที่สะอาด สวยงามและสอดคล้องกับวิถีไทย แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ดอกไม้ ต้นไม้ น้ำตกที่จัดตกแต่งอยู่รอบๆ บริเวณอย่างสวยงามทั้งยังกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ใบไม้ธรรมชาติอันสดชื่น

สวนโมกขพลาราม

จากวัดธารน้ำไหลสู่สถานปฏิบัติธรรมชั้นแนวหน้าของเมืองไทย กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ทางพระพุทธศาสนา ที่มีผู้ศรัทธามากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย ที่นี่ก่อตั้งขึ้นโดยท่านพุทธทาสภิกขุ เมื่อปี พ.ศ. 2475 มุ่งหมายเพื่อให้เป็นสถานที่แสวงหาความสงบและศึกษาธรรม ด้วยภายในอาณาบริเวณของสวนโมกข์ฯ มีความร่มรื่น เงียบสงบ

หาดบ่อผุด

หาดบ่อผุด ประกอบด้วยฟิชเชอร์แมนวิลเลจ และชายหาดทางฝั่งตะวันตกของเกาะสมุย ชายหาดเหล่านี้จะมีหมู่บ้านเล็กๆ อาศัยอยู่และชายหาดบริเวณนี้ไม่เหมาะแก่การว่ายน้ำ แต่จะมีบริษัทนำเที่ยวมากมายตั้งอยู่บริเวณนี้เพื่อจะจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวยังเกาะอื่นๆ ใกล้เคียง ที่หมู่บ้านแห่งนี้ จะมีร้านอาหาร ร้านค้ารวมทั้งร้านกาแฟและบาร์ มากมายไว้บริการคุณ

กาดดารา

บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ที่เต็มไปด้วยร้านค้าเรียงรายรอต้อนรับนักท่องเที่ยวแห่งนี้ คือตลาดที่น่าจะเรียกได้ว่ามีความสวยงาม มากอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เพราะร้านค้าแต่ละร้านล้วนสร้างขึ้นมาตามแบบล้านนา ล้านช้าง สิบสองปันนา และมัณฑะเลย์ ซึ่งด้วยเหตุนี้เองทำให้กาดดารากลายเป็นเหมือนโลกใบเล็กๆ ที่พาเราหวนกลับไปสู่ความงดงาม ในเชิงวัฒนธรรมที่น่าประทับใจ สินค้าที่นำมาจำหน่ายนั้นมีให้เลือกมากมาย อาทิเช่น ผ้าไหม ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน สินค้าโบราณ นอกจากนี้ยังมีสตูดิโอถ่ายภาพแบบล้านนา ร้านอาหาร เบเกอร์รี่ ไปจนถึงมุมพักผ่อนที่สร้างขึ้นเป็นซุ้มไม้สร้างบรรยากาศให้มีชีวิตชีวาสไตล์ล้านนา ที่ผสมกลมกลืนกับธรรมชาติราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด

นอกจากเป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปีแล้ว ภายใน ‘วัดท่าพูด’ ยังมี ‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด’ สำหรับเก็บรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวสำคัญๆ ในอดีต หากดูจากหลักฐานจารึกที่แผ่นอิฐมอญบนผนังพระอุโบสถ จึงสันนิษฐานได้ว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นช่วงอยุธยาตอนปลาย สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยกลุ่มคนที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อหลบภัยหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 และมาตั้งหลักแหล่งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ถือเป็นวัดสำคัญที่อยู่คู่กับเมืองนครปฐมมาอย่างยาวนานจนเมื่อปี พ.ศ.2540 ทางวัดมีความคิดที่จะสร้าง‘พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด’ โดยมีการแบ่งพื้นที่จัดแสดงเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 หอพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 3 จัดแสดงโบราณวัตถุ เช่น สิ่งของที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชทานให้แก่พระอาจารย์รด เจ้าอาวาสคนแรกและเป็นอดีตพระราชาคณะกรุงศรีอยุธยา นอกจากนั้นยังมีเครื่องถมปัด ส่วนที่ 2 กุฏิอดีตเจ้าอาวาสหลังเก่า พ.ศ. 2502 จัดแสดงเครื่องใช้ของเจ้าอาวาส เครื่องบริขารต่างๆ และสมบัติของวัด เช่น เครื่องแก้ว เครื่องกรองน้ำ เครื่องปั้นดินเผาที่ได้จากแม่น้ำหน้าวัด รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น เถรรอดเพล (เถร-อด-เพล) เป็นเครื่องเล่นลับสมองของคนไทยโบราณทำจากไม้ และมีภาพถ่ายทางอากาศของวัด สุดท้ายเป็นส่วนที่ 3 อาคารเรียนพระปริยัติธรรมสมัยรัชกาลที่ 5-6 เป็นอาคารไม้สักประดับลายไม้ฉลุ…

Continue reading

พระบรมรูปทรงม้า

พระบรมรูปทรงม้าหรือพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณพระลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงเสด็จไปประดับเป็นแบบให้นายช่างปั้นหุ่นด้วยพระองค์เอง พระรูปมีขนาดเท่าพระองค์จริง