เยียวยาจิตใจ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ

กรมสุขภาพจิตเผยผู้ได้รับผลกระทบเหตุระเบิดที่ ปัตตานี เกินครึ่ง ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด  นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงความคืบหน้า ภายหลังการลงพื้นที่ดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดที่ จ.ปัตตานี ว่า ทีม MCATT รพ.จิตเวชสงขลาราชนครินทร์ และศูนย์สุขภาพจิตที่ 12 กรมสุขภาพจิต ร่วมกับหน่วยบริการของพื้นที่ได้คัดกรองและให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจเบื้องต้นให้กับผู้ได้รับผลกระทบ รวม  87 คน

แบ่งเป็น ผู้ใหญ่  82 คน (ชาย 26 คน หญิง 56 คน) และเด็ก 5 คน (เด็กผู้ชาย 2 คน ผู้หญิง 3 คน) พบว่า ผู้ใหญ่  จำนวน 43 คน ส่วนใหญ่ มีระดับความเครียด/วิตกกังวลสูง ซึ่งควรมีการติดตามกลุ่มที่มีประวัติรักษาด้านจิตเวชเดิม และผู้ที่มีความเครียดจากปัญหาส่วนตัวอยู่เดิม สำหรับกลุ่มเด็ก ยังต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด จากที่พบอาการ มีทั้ง เครียด ซึม เห็นภาพติดตา ผวา กังวลกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์อีก  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดจะได้รับการดูแลติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้น ทีมได้แนะนำวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น เช่น การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รวมทั้งให้ยาคลายกังวลร่วมด้วย ในรายที่มีอาการตึงเครียดมากหรือนอนไม่หลับ

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวย้ำว่า วิธีการจัดการปัญหาด้วยตนเอง มีความสำคัญมากที่สุด แนะนำ พยายามให้ใช้ชีวิตประจำวันตามเดิมเท่าที่ทำได้ หรือเป็นปกติมากที่สุด ทั้งในเรื่องการกิน การอยู่ และกิจวัตรประจำวันต่างๆ รวมทั้ง พักผ่อนให้เพียงพอ ปรึกษา พูดคุย เรื่องไม่สบายใจ หรือขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด หรือจากคนที่ไว้ใจ ส่วนผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ อาจปฏิบัติตัว ดังนี้ นอนเป็นเวลา และตื่นให้เป็นเวลา แม้ว่าคืนก่อนหน้านั้นจะไม่หลับ หรือหลับได้น้อยก็ตาม หากเข้านอนแล้วนอนไม่หลับ ให้ลุกจากที่นอนและกลับมานอนเฉพาะเวลาที่ง่วงนอน ก่อนนอนไม่ควรทานอาหารอิ่มจนเกินไป หรือปล่อยให้หิว และไม่ใช้สุรา หรือสารเสพติด เป็นต้น สำหรับกลุ่มเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าห่วงมากที่สุด หากได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครอบครัวก็จะสามารถปรับตัวสู่สภาวะปกติได้ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงสามารถช่วยได้ โดย รับฟัง เข้าใจและยอมรับความรู้สึกของเขา อธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และให้เข้าใจว่า เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดผลกระทบและจะหายไปได้ ตลอดจนดูแลเอาใจใส่เด็กให้มากขึ้น รวมทั้งพยายามให้พวกเขาทำกิจวัตรประจำวันปกติให้มากที่สุด.  ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth