เด็กต่ำกว่า 5 ขวบควรป้องกันไอพีดี

แพทย์เตือน “ป้องกันดีกว่าการรักษา” ผู้ปกครองควรป้องกันโรคไอพีดี โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ภายในปีนี้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้มีการส่งเสริมเรื่องการลดช่องว่างการสร้างภูมิคุ้มกัน

เพื่อสร้างความรู้และความตระหนักให้แก่บุคคลทั่วไป ได้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันโรคด้วยวัคซีน และรณรงค์ให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้รับการปกป้องจากโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน จากสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่าการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ถึง 2 – 3 ล้านคนต่อปี โดยการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน ได้รับการยอมรับให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคในเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ลดการเกิดโรคคอตีบ, ไอกรน, บาดทะยัก, หัด, หัดเยอรมัน, คางทูม, ไวรัสตับอักเสบเอ, ไวรัสตับอักเสบบี, อีสุกอีใส รวมทั้งโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงวนัทปรียา พงษ์สามารถ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แม้ว่าอุบัติการณ์ของโรคไอพีดีในประเทศไทยยังคงมีข้อมูลที่จำกัดแต่จากข้อมูลในประเทศไทยที่ทำการรวบรวมข้อมูลในจังหวัดสระแก้วและนครพนม ได้แสดงให้เห็นว่าอุบัติการณ์ของโรคไอพีดีอยู่ที่ 3.6 ต่อ100,000 ประชากรต่อปี ซึ่งอุบัติการณ์จะสูงขึ้นประมาณ 3 เท่าในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และสูงขึ้นประมาณ 10 เท่าในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์นี้น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 4 ได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อน ซึ่งอาจทำให้ตรวจไม่พบจากการเพาะเชื้อได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยด้วยโรคไอพีดียังมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้สูงถึงร้อยละ 23 รองศาสตราจารย์พิเศษนายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปีที่แล้ว ทางสมาคมฯได้ส่งมอบวัคซีนป้องกันไอพีดีเพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยงจำนวน 500 โด๊สแก่โรงพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งมีเด็กในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไอพีดีได้รับวัคซีนนี้ไปแล้วมากกว่าหลายร้อยคน ในปีนี้เราได้เพิ่มจำนวนการส่งมอบเป็น 5,000 โด๊ส เพื่อให้สามารถเข้าถึงเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและยังไม่สามารถเข้าถึงการป้องกันได้เพิ่มมากขึ้นและทั่วถึงยิ่งขึ้น โดยจะครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย รศ.พญ. วนัทปรียา กล่าวเสริมต่อว่า โรงพยาบาลศิริราชมีเด็กที่มารับบริการในปี พ.ศ. 2556-2558 ประมาณ 280,000 ครั้งต่อปี โดยตกเฉลี่ยเป็นเด็กที่มีโรคประจำตัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคไอพีดีประมาณ 23,000 ครั้งต่อปี หรือประมาณร้อยละ 8 ของผู้ป่วยเด็กทั้งหมดที่มารับบริการที่โรงพยาบาล เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีเด็กกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก จึงให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไอพีดีในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงมากก่อน เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูกและอวัยวะ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยได้รับยากดภูมิคุ้มกันขนาดสูง และผู้ป่วยไม่มีม้าม เป็นต้น “โรคไอพีดีอาจมีความรุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ สำหรับเด็กที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อนี้หากรอดชีวิต อาจจะมีความพิการและความผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลือ หรืออาจมีปัญหาการได้ยินซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการและการพูดในอนาคตได้” รศ.พญ. วนัทปรียา กล่าวปิดท้าย